ถ้าบทความต่างๆ ของพลอยมีประโยชน์ แวะเลี้ยงกาแฟพลอยสัก 1 แก้วได้นะคะ ☕️💓
ขอบคุณที่ร่วมส่งต่อความรู้ดีๆ กันนะค้า ☺️🫶🏻
สารภาพมาว่าวิ่งเข้ามาไม่ทันช่วงแรก (นิดเดียว)
☕️ เจ้าอเมริกาโน่ ! แกทำให้ฉันสาย ! 🤣
ปล. ขออภัยที่ลงช้าไปนิดนะค้า ชีวิตเนืองแน่นมากๆ แต่มาแล้วตามคำสัญญา
Session นี้ของคุณ Sean D’Souza ที่จารย์ทอย Kasidis Satangmongkol ของผมอุตส่าห์พาเค้าข้ามน้ำข้ามทะเลมา เป็น Session ที่พลอยลงตารางไว้ล่วงหน้าและคิดว่าจะเป็นตายร้ายดียังไงก็จะมาให้ได้ 😂
คุณ Sean เป็นนักเขียนระดับโลก ที่หนังสือ “The Brain Audit” ของเค้าได้เปลี่ยนชีวิตพี่ทอยเมื่อ 10 ปีที่แล้ว 💖 สมัยนั้นพี่ทอยกำลังเรียนป.โท ด้านการตลาดอยู่ พอได้อ่านหนังสือเล่มนี้แล้วรู้สึกว่ามันใช่ !!!! เลยติดตามเป็นแฟนคลับคุณ Sean มาตั้งแต่ตอนนั้น : )
ปล. ตอนนี้มีหนังสือเวอร์ชั่นภาษาไทยจาก สำนักพิมพ์วีเลิร์น วางขายแล้วนะคะ 🫶🏻
พร้อมแล้วมารู้จัก “น้ำจิ้ม” จาก The Brain Audit กันนะค้า 🤩
____________________________________
🧳 กระเป๋าเดินทางสีแดง 7 ใบ
🤔ทำไมต้องกระเป๋าแดง 7 ใบ ?
– ลองคิดว่าเรากำลังบินไป Tokyo โดยมีสัมภาระติดตัวไปด้วยคือกระเป๋าเดินทางสีแดง 7 ใบ
– พอเครื่องแลนด์ปุ๊ป เราต้องไปรอที่สายพานรับกระเป๋า
– ระหว่างที่รอกระเป๋ามา ถ้ามีกระเป๋าเหลือง เขียว ผ่านมา “เราจะหยิบไหม ?”
– เราก็ไม่หยิบ 55555 เพราะว่ากระเป๋าของเราสีแดง
– จะออกจาก airport จะต้องมีกระเป๋าแดงครบ 7 อัน ไม่ใช่มีเหลือง เขียวปนมา
– ต่อให้มีกระเป๋าสีรุ้งผ่านมาอีก 100 ใบ เราก็ไม่หยิบ รอแต่สีแดงของเรา
😐 นี่คือสิ่งที่เกิดขึ้นในหัวของลูกค้าเวลาที่ “เค้ายังไม่ตัดสินใจซื้อ”
– หลายครั้งเราคิดว่า product เราไม่ดีเค้าเลยไม่ซื้อรึเปล่า
– แต่เพราะเราให้ information ที่ถูกต้องไม่ครบ ต่างหาก !
– เพราะว่าอาจจะมีข้อมูลไม่พอ make decision ไม่ได้
– เค้าไม่ซื้อเพราะว่าอาจจะ มีข้อมูลยังมากพอก็เลย hesitate
– เหมือน “กระเป๋าแดง” ที่ลูกค้ามองหานั่นเอง
🧳 “ข้อมูล” ที่ลูกค้ามองหา “ก่อนตัดสินใจซื้อ” = “กระเป๋าเดินทางสีแดง 7 ใบ”
– โดยสิ่งที่สำคัญ 2 อย่างก็คือ
[1] จะต้องมี “ครบ ทั้ง 7 ใบ”
[2] จะต้อง “เรียงลำดับ” ที่ถูกต้องด้วย : )
____________________________________
🧳 กระเป๋าทั้ง 7 ใบได้แก่
[1] Problem – ปัญหาของลูกค้าที่ต้องการแก้
[2] Solution – สินค้าของเราที่ช่วยแก้ปัญหานั้นได้
[3] Target Profile – หน้าตาของ “ลูกค้าจริงๆ ของเรา”
// 3 ใบแรก = Attention //
[4] Objection – คำถามในหัวที่จะทำให้ลูกค้าไม่ซื้อของเรา (ถ้าเราตอบได้เยอะ จะทำให้ขายได้)
[5] Testimonials – จากลูกค้าจริง
[6] Risk Reversals – การรับประกันสินค้าต่างๆ
// 3 ใบ ต่อมา = RISK //
[7] Uniqueness – จุดที่แตกต่างของเราจากคนอื่นๆ
แต่วันนี้จะหยิบมาคุยกันแค่ 3 ใบแรกนะคะ 😘 อยากรู้เพิ่มไปตามอ่านในหนังสือได้เลออ
____________________________________
💡 How to get attention
ต้อง Focus กระเป๋า 3 ใบแรกนี้ !
[1] Problem [2] Solution [3] Target Profile
เมื่อเรามี 3 อย่างนี้ด้วยกัน + ใน Sequenceที่ถูกต้อง “คนจะรู้สึกว่า เห้ยยย อยากรู้เรื่องนี้มากขึ้น”
– ถ้าเราไม่ครบ “คนจะไม่สนใจ”
____________________________________
1️⃣ Problem
– ลองสมมุติว่ากำลังขับรถอยู่ (และเราซิ่งมากขึ้นเรื่อยๆ 555)
– สักพักได้ยินเสียงรถตำรวจด้านหลังไล่มา 🚓🚨
– ตอนนั้นในหัวก็คิดว่า “ ชหแล้ว กลัวแล้ว ทำไงดีวะ”
– สมองเราเริ่มมอง “รถตำรวจ = Problem”
– สมองเราตอบสนองกับ “สิ่งที่เปลี่ยน Change for the worst”
– ดังนั้น problem เลยเป็นสิ่งที่สำคัญที่สุด
– อีกตัวอย่างคือ “ขี้หมา..” ถ้าเราเดินไปเหยียบขี้หมา -> สมองเราก็มาชิหายแล้ว -> Problem
– หรือใส่เสื้อสีขาว สปาเกตตี้กระเด็นมาโดนเสื้อ -> สมอง Focus รอยเปื้อน -> Problem
– Problem จะมีอยู่จริงก็ต่อเมื่อสมอง “คิดว่ามันเป็นปัญหาจริง”
.
.
🧠 “This is how the brain work !”
– Brain focus “Prolem”
– แต่เวลาเราขายของเราดันเสนอแต่ “Solution” (สินค้าเรา) ต่อให้เค้า 🥹
– สมองบอกว่ากูไม่สนใจ 5555555
– เราควรขาย Benefit ของ service -> Benefit = Solution นี่เอง !!
– เหมือนกับเวลาซื้อ Magazine เราซื้อเพราะเรื่อง Drama. “Problem” ต่างๆ !!
.
.
😈 Is the problem Negative ??
– Problem = Alert system ไม่จำเป็นจะต้อง Negative เสมอไป
– Sean ยกตัวอย่าง Report อากาศว่าตอนนี้อากาศจะไม่ดี (แจ้งเรื่องลบเพื่อเตือนภัยเรา ให้ระวังมากขึ้น)
– หรือช่างที่เตือนเราว่าตอนนี้ ยางเรากำลังดอกหายไปแล้วนะ
– แล้ว Communicate แต่ Problem จะดู Toxic ไปไหม ??
– การพูดถึง problem มันดูเหมือนเป็นเรื่อง Negative แต่จริงๆ มันไม่ขนาดนั้น
– Problem จะต้องมาก่อน Solution เสมอ
– เพราะนี่คือวิธีการทำงานของสมอง
– อย่างถ้าเราอยากซื้อรถ EV จะคิด Problem ก่อนประโยชน์ของมัน เช่น
– ว่าขับได้ระยะไกลแค่ไหน ?
_____________
🤔 สามารถเริ่มโดยไม่เรียงเอา Problem ขึ้นมาก่อน แต่เอา Proof ขึ้นมาก่อนได้ไหม
– Proof (Testimonial) [เป็นหนึ่งในกระเป๋า 7 ใบ] สามารถเอามาเริ่มก่อนได้
– อย่างพวกโรงแรมต่างๆ เรามักจะอ่านรีวิวก่อนจอง
– ได้ผลเพราะมักจะมี Problem + Solution ผสมอยู่ในนั้น
– ในหนังสือตรงนี้จะชื่อว่า Reverse Tesitmonial
____________________________________
🧳 Which bag comes first ? -> Target profile ! มาก่อน
– หา Target หาคนก่อน -> หา Problem -> หา Solution !
____________________________________
3️⃣ Target Profile
– สิ่งนี้ก็เป็นอีกอันที่ Sean เน้นย้ำมากๆๆๆๆ !! ว่ามันสำคัญสุดๆ
– เพราะวิธีคิดของคนทั่วๆ ไปคือมองหา “Persona” โดยรวมคิดว่า “น่าจะเป็นคนแบบนี้”
– คิดว่าอายุเท่านี้ ทำงานนี้ แล้วเอาสิ่งที่มโนนี้มาทำแคมเปญต่อ
– แต่ Sean บอกว่า “ไม่ !!!” ยูจะต้องหา “That One Person” ที่เป็นลูกค้ายูจริงๆ ให้ได้ก่อน แล้วเริ่มจากตรงนั้น !
– อย่างในห้อง ยกตัวอย่าง เริ่มจาก “แม่คุณแบงค์อยากได้อะไรสำหรับของขวัญ ??”
– แล้วก็ขยายผล มองหา “แม่คุณแบงค์”ๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆ (อีกหลายๆ คนเพิ่ม)
– ที่เป็น Real person จริงๆ ไม่ใช่ Persona
👯♂️ Persona VS Real Person
– Real person ถามตอบเราได้ ให้ Feedback เราได้
– เราจะได้ Problem ที่เค้ามองหา และเราจะได้หา Solution ให้เค้าได้จริงๆ
🎯Multiple audience / problem / solution
– เราไม่หา 100% ของคน เราหาแค่ Target Profile = That one person
– แล้วเราก็หา 1 คนนั้นย้ำๆๆ ไปเรื่อยๆ
– นั่นคือการสร้าง Business !
.
.
😦 That’s crazy ?? มัน niche ไปไหม ??
Sean บอกว่าไม่หรอก พร้อมยกตัวอย่างในห้อง
⛽ Case : ถังแก๊ส
– เริ่มจากเราสื่อสารกับใคร ??? (เดี๋ยวแนบรูปให้ด้าน ล่างนะคะ)
– ถ้าเราอยากจะสื่อสารกับ เชฟที่ใช้อันนี้สำหรับปิ้ง BBQในสวนหลังบ้าน
– เราก็ต้องเจาะไปเลย ถ้าเราตั้งเป้าจะคุยกับเชฟแล้ว เราจะไม่คุยกับคุณป้าที่ทำกับข้าวตามสั่งแล้ว
– ถ้าเรามีคนที่เข้าใจในสิ่งนี้หลายๆ คน Business เราจะขยายไปได้
– และเราจะ manage ลูกค้ากลุ่มนี้ได้ง่ายมากขึ้นด้วย
.
.
🗣️ To WHOM are you speaking with?
– Sean ยกตัวอย่าง Hypnosis Downloads (เสียงที่ช่วยให้นอนหลับ)
– ซึ่งมีเป็นพันเป็นหมื่น Record ที่ดูไม่ต่างกันมาก
– ☠️“Death Of A Partner” เป็นอันเดียวที่ดู Stand out ออกมาก
– เพราะเจาะจงไปเลยว่า “สำหรับคนที่นอนไม่หลับเพราะสูญเสีย family member
– เวลาเขียน Salescript ก็เจาะจงไปเลยว่ามีกี่คนที่นอนไม่หลับเพราะเรื่องนี้
– ต้องทำให้เค้ารู้สึกว่า อ๊าาา “This is ME ME ME ME”
– ในห้องยังยกตัวอย่าง Marketing agency ที่ปล่อย Ad 4 ตัวหลายๆ รูปแบบให้กับ Audience หลายประเภท
– เพราะเวลาพูดกับคนต่างกัน แต่ละคน “Response ต่างกัน”
– บางทีเราเห็นอันนี้ “แล้วรู้สึกว่า ไม่ใช่ของฉันก็ไม่สนใจ”
– แต่ไปเจออีกอันที่รู้สึกว่า อ๊าาา นี่แหละ “ Me me me” (กำลังคุยกับตรู อยู่ 555)
💻 Beauty of Digital age
– เมื่อก่อนจะต้อง Print กระดาษออกมาจริงๆ ให้คนดูยุ่งยากมาก
– แต่ว่าตอนนี้ไม่ต้องแล้ว เพราะฉะนั้นไม่มีเหตุผลอะไรแล้วที่เราจะไม่ทำหลายๆ Version เพื่อให้ตรงกับคนๆ นั้นให้มากที่สุด ยิ่งทำง่ายกว่าสมัยก่อนอื่น 💌
💼Sean ยกตัวอย่าง Ads หลายๆ ชิ้นมาให้ดู
– กระจก 2 ชั้นที่ NewZealand (เพราะว่าหนาวมากๆ เลยต้องมีกระจก 2 ชั้น)
– Script = “We’d like double glazing but our house is old”
– มีหลายๆ บ้านที่อยากได้กระจก 2 ชั้นแต่ไม่รู้จะทำยังไง พอสื่อสารกับแค่กลุ่มมนี้ทีนี้ก็เลยง่ายเลย
– 🤓Mask on Fog off! -> พูดถึง problemก่อนว่าใส่มาส์กแล้วฝ้าขึ้น -> เสนอ Solution คือแว่นที่ใส่แล้วฝ้าไม่ขึ้น
____________________________________
🫨 The TRIGGER 🫨
เมื่อ Mix Problem / Solution / Target Profile -> ได้ Statement ที่ให้ “คนสนใจ”
– เช่น อยากได้ Sale มากขึ้นโดยได้พักปีละ 3 เดือนไหม ?? -> คนสนใจ
– เราต้องการ Trigger เพื่อให้คนในใจเกิดความเอ๊ะว่า “เห้ย ทำได้ยังไงนะ ? จริงหรอ ??”
– ทำให้คนรู้สึกว่า “How you do that !!!” “Tell me more about that !!”
❤️ Example
– Death of a loved one? -fix Insomnia in under 5 minutes
– one -person business? – Take the guess work out of newe product launches
____________________________________
🎢 สร้าง Rolloer Coaster เพื่อรักษา Attention 🎢
– ย้อนกลับไปที่ตัวอย่างตอนแรก ที่รถตำรวจตามเรามา
– ถ้ามีป้ายที่เขียนว่า “ไม่มีตำรวจอีก 300 กม.” เราจะขับช้าลงไหม ??? ไม่ 555555
– แล้วหลังจากนั้นเราก็จะเลิกคิดถึงตำรวจ (ลืม problem ไปโดยสิ้นเชิง)
ดังนั้นเราต้องคอยสร้าง Problem -> Solution -> Problem -> Solution
– เริ่มจากใหญ่ลงไปเล็กลงเรื่อยๆ สิ่งนี้จะ “ทำให้คนยังสนใจเราอยู่ได้”
.
.
* ⏰ Case : สัญญาณกันขโมย
– ถ้าเราจะขายสัญญาณกันขโมย แล้วบอกแค่ว่าเครื่องนี้ช่วยป้องกันโจร หรือพอเสียงดังแล้วมีตำรวจเข้ามารีบช่วย แค่นั้นมันอาจจะยังไม่ดูจับจิตจับใจเท่าไหร่ 😂
– ต้องขยี้ต่อ “Problem ต่อมา”
– “คนที่โดนปล้น จะรู้สึกไม่ insecure” อยากจะย้ายบ้าน และทำให้ค่าประกันบ้านแพงมากขึ้น..
– และพอจะย้ายบ้านเนี่ย… ค่าขนส่งย้ายของอะไรต่างๆ มันจะหมดไปอีกเยอะเลยนะ
– ทีนี้ล่ะ กดซื้ออย่างไว 😆
– ค่อยๆ เจาะปัญหา problem solution ๆ ย้ำๆ มาเรื่อยๆ เหมือน Roller coaster ทำให้เค้าจดจ่ออยู่เรื่อยๆ
____________________________________
🧠 Langauge of the Brain 🧠
– ในห้อง Sean ยกตัวอย่างว่าถ้าพูดว่า “ให้เงิน 1 ล้านบาทเพื่อให้ไป Vacation” เราจะอยากไปไหม ??
– อยากอยู่แล้วถูกไหม 5555
– แต่ถ้า “เค้าพูดภาษาฮินดู” เราจะอยากไปไหม ???
– คงไม่ตอบตกลงเพราะฟังไม่ออก 5555
– ดังนั้น “ภาษาที่ลูกค้าเข้าใจ” ถึงมีผลกับ Response ของเค้าด้วย
– เราอาจจะมีสินค้าที่ดี แต่ว่า Communication (เปรียบเทียบเป็นภาษา) ที่สื่อออกไปมันยังไม่ดีพอ
– อย่างเครื่องสำอาง The Body Shop – ที่สื่อสารออกมาว่า “ไม่ทดสอบในสัตว์”
– แค่ 1 line นี้ทำให้สินค้านี้ขายได้ และคนก็อยากจะซื้อ
🤓 สมองเรามองหา problem ตลอด “ดังนั้นเราจะต้องใช้ langauge of the brain ให้ได้” ถ้าอยากจะสื่อสารกับลูกค้า
____________________________________
👯♀️ How to start business in 2025 – One person VS 1000 fans 🥸
– สาเหตุที่คุณ Sean มา offline ในวันนี้ ไม่ค่อยอยู่ใน Social media เพราะว่าไม่ต้องการ 1000 fans เราต้องการแค่ “One person” at a time
– การทำ Offline = ที่ๆ เริ่มที่ดีมากๆ ขอแค่หา One person คนนั้นให้ได้
– เหมือนพระพุทธเจ้าที่นั่งใต้ต้นไม้ และเริ่มมีสาวกเข้ามาเรื่อยๆ จาก 1 คนก็เพิ่มมากขึ้นเรื่อยๆ จนเกิดมาเป็นศาสนา
– Online มันยาก เพราะว่าคนมากดไลค์ เราก็ไม่รู้เลยว่าเค้า Resonse เป็นยังไง ?
– แต่ถ้าเป็น offline เราเห็น Response ของเค้า
– One person -> ให้ Response จริงๆ ได้เห็น Problem -> Solution
คุณ Sean ถึงแม้ว่าจะไม่ได้อยู่ใน Social mediaแต่ธุรกิจวันนี้ก็ Success ดี ผ่านมา 25 ปีมีลูกค้าตลอด ถึงแม้ว่าจะไม่ได้อยู่ใน Social media ก็ตาม
– ทำงาน 3 เดือน หยุด 1 เดือน (เหมือนหยุด 3 เดือนต่อปี)
พี่ทอยเสริมว่าย้อนกลับไปปี 2016 เปิดคลาสสอนแค่คนละ 300 บาท ในห้องเล็กๆ มีคนแค่ 10 คนวันนั้น กลายมาเป้น 350 คนวันนี้
“สิ่งเหล่านี้ใช้เวลา” Sean 20 ปี และพี่ทอยก็ทำมาเป็น 10 ปี
แต่เหล่านี้ “ล้วนเริ่มมาจาก that first person”
____________________________________
📖 สกิลที่สำคัญที่สุดสำหรับคนที่จะสร้าง Business
Learn how to give the “RESULT”
– คุณ Sean พูดถึงคอร์สถ่ายรูปที่คุณ Sean ที่สอนแค่ 3 อย่าง และคิดเงิน 1500 Euro รู้แค่ 3 อย่างนี้คนก็คิดว่าเราเป็น Professional แล้ว ไม่ต้องรู้ 20 อย่าง !!!
– คนต้องการ “Result” 💘
– ใน Online มีแต่คนให้ Information แต่สิ่งที่เราควรจะเน้นก็คือ “Result”
– แถมหลังจากนี้ Information ก็จะหาได้ง่ายมากขึ้นไปเรื่อยๆ เพราะ AI
– ต้องให้ RESULT ให้มากขึ้น “ให้ Information ที่น้อยลง”
– ทุกๆ คนอยากจะได้ Step ที่น้อยที่สุดเพื่อจะไปถึง Result ของเค้า
– Focus on the result -> ลูกค้าจะกลับมา
– อย่างคอร์สคุณ Sean จะเปิดอีกที 2027 เลยแต่คนก็รอจะเรียน เพราะอะไร
– “เพราะเค้าเห็น Result มาแล้ว”
– ดังนั้นลูกค้าที่ “กลับมาซื้อซ้ำ” คือลูกค้าที่สำคัญที่สุด
– สำคัญที่จะต้องมี product ที่มากขึ้นไปเรื่อยๆ จะได้ต่อยอดขยายต่อไป
– อย่างคุณ Sean ก็มี product หลากหลาย หนังสือที่แพงที่สุดก็คือ 50,000 กว่าบาท ที่ก็มีคนซื้อเหมือนกัน
❤️🔥 Make it small get the result
____________________________________
✍️ ทำไมการเขียนถึงสำคัญ ?? ในยุคของ AI ตอนนี้
😨 อย่ากลัว AI เลย กลัวที่ “ตื่นมาวันนี้แล้วเรายังไม่เขียนแม้แต่ 1 paragraph ดีกว่า”
– คุณ Sean ชวนให้หลังตื่นขึ้นมา “เขียนทุกวัน” เพราะการเขียน “ทำให้เราได้คิด”
– การเริ่มเขียน “มันยาก” หัวสมองเราเลย “อยากจะหยุด” เหมือนเวลาเรียนภาษาใหม่ๆ
– ถ้าเราทำได้ต่อเนื่อง “มันจะทำให้วิธีการคิดของเราดีขึ้น”
– หลังจากนั้นเราก็จะเริ่มพบว่า การเขียนจะทำให้ต่อยอดไปยัง “ไอเดียที่ต่างออกไปได้”
– เพราะว่าสมองเรา “เริ่มคิดแล้ว” เพราะการเขียนเหมือนภาษา จะต้องมี Structure มีหลักการ เหมือน grammar
– เมื่อไหร่ที่เราคิดได้ดีมากขึ้น เราเองก็จะปรับ product หรือ service ของตัวเองไปได้เรื่อยๆ ถึงแม้ว่าจะทำมา 25 ปี คุณ Sean ก็ไม่กลัวว่าจะมาโดน Disrupt เพราะคุณ Sean ปรับเปลี่ยนให้มันดีขึ้นได้เรื่อยๆ
.
.
AI จะมาเอางานไปไหม ? ไม่มีใครรู้ เพราะตอนนี้เราไม่รู้ว่าในอนาคตมันทำอะไรได้บ้าง
– เรารู้แค่ว่าตอนนี้มัน “ดีกว่าค่าเฉลี่ยของคนทั่วไป”
– แต่ถ้าเราเริ่มเขียนวันนี้ ในอีกปีต่อๆ ไปเราจะเก่งกว่ามันได้
– เพราะว่า AI ไม่มีทางจะมารู้ “ประสบการณ์” ของเราได้
– ยกเว้นว่าเราจะป้อนข้อมูลของเราให้มันอะนะ 5555
– ดังนั้น เรา “สามารถบอกเล่าเรื่องราวของเราเองได้”
⏳ การเขียน “ต้องวัดที่ timeframe 10 ปีเลย”
– ถึงแม้ว่าจะมีคนมาเขียนงานคล้ายๆ เรา แต่ขึ้นกับว่าเราจะยืนระยะได้มากน้อยยังไง
– พี่ทอยเองก็ “ตื่นมาเขียนบทความทุกวันตอนเช้า” ไม่ได้มี stock content เลย
– คุณ Sean พบกว่าประเทศ Netherland 🇳🇱 มีคนโหลดหนังสือของคุณ Sean ไปเยอะมาก เลยบินไปจัด Workshop ที่นั่นเลย 55555555
– Workshop เต็มทั้งที่ไม่เคยทำโฆษณาใน Netherland มาก่อนเลย
____________________________________
🏄 ทำงาน 3 เดือนหยุด1 เดือน ทำได้ยังไง ??
Sean พูดขึ้นมาก่อนเลยว่า Goal in life = Time to waste ! อยากมีเวลาเยอะๆ” 555555 😂
– แต่ถ้าอยากมีเวลาเยอะๆ จะต้องเริ่มจาก “เริ่มเร็วก่อนชาวบ้าน”
– ตั้งต้นก่อนขอแค่รู้ว่าในชีวิต “ต้องการเงินเท่าไหร่”
– ตอนที่ย้ายจาก India ไป Newzealand ตอนนั้นลองพัก 3 เดือนก็พบว่า “นานเกินไป เบื่อ 5555”
– ก็เลยปรับมาเหลือแค่1 เดือน 😆
แต่ตอนที่หยุด Business รันไปได้ยังไง ?
– คุณ Sean เลยยกยกตัวอย่าง Business Model ของ “โบสถ์” ⛪
– Catholic church มี Revenue 3 ทาง
– [1] Consuliting 1 : 1
– [2] Training รวมหลายๆ คน
– [3] Leverage (Book / course ต่างๆ)
– การมี Business จำไว้ว่าเราจะต้องมี 3 อย่างนี้ ! (ดูอย่างโบสถ์ ถ้า Biz model นี้ถ้าไม่ยั่งยืนคงไม่อยู่มาเป็นพันปีได้ขนาดนี้ ฮาาา 😂)
– ตอนนี้อาจจะเริ่มจากมีแค่ 1 อย่าง แต่ต้องขยายไปเพิ่มเป็น 3 อย่างให้ได้ เพื่อที่จะยั่งยืน
👶 Client is not a baby !!
– เราไม่จำเป็นจะต้องอยู่ตลอดเวลา
– แต่การที่จะทำแบบนั้นได้จะต้องมีเงินมากพอ
– ทำให้ Sean มาเที่ยวไทยอย่างสบายใจแบบนี้ได้5555555
_____________
😃 Routine ของคุณ Sean หน้าตาเป็นยังไง ?
ในห้องมีคนถามเกี่ยวกับ Routine ของคุณ Sean ด้วย ซึ่งแกก็ตอบกลับมาว่าจริงๆ เรียบง่ายมาก 55 เพราะว่าบ้านแก กับ office แกก็อยูใกล้กันมาก ตื่นเช้ามาก็ทำข้าวเช้าให้ตัวเองกับ CEO (คุณภรรยา) 😆
– คุณ Sean ชอบล้างจานไปด้วยฟัง podcast ไปด้วย
– มีเขียน mention ใน Dead time – [หนังสือ suddenly talanted ที่แกเขียน]
– ว่าไหนๆ ก็จะต้องทำทั้ง 2 อย่างที่ก็ไม่ต้องทำให้ดีเว่อร์วังอะไรมาก
– why not do two things average at the same time ?? (ดีค่ะ ชอบ 555)
____________________________________
⁉️ เพิ่ม Reduction of errors ถ้าอยากเก่งขึ้นให้ไหว
– ถ้าเราทำสิ่งๆ หนึ่งได้เร็วขึ้น เราเก่งขึ้น = Reduction of errors !
– เช่นคุณ Sean เมื่อก่อนจะเขียนบทความต้องใช้เวลา 2 วัน แต่ตอนนี้ทำจนชำนาญเหลือแค่45 นาที
– ถ้าอยากเก่งเร็วจะต้องเจอ Errors เยอะๆ และทำให้ error น้อยลงไปเรื่อยๆ
– ที่สำคัญคือต้องรู้ว่า Error ยังไงและจะแก้ยังไง ?
_____________
🧙 ต้องทำยังไงถึงมาเป็นคุณ Sean ที่มี Wisdom วันนี้ได้ ?
– แกตอบมาคำแรกเลย “You have to be lucky” 5555555
– You have to be lucky to have a good teacher.
– ดีนะที่ตอนนี้มีทั้ง จารย์ทอย และ จารย์ Sean เป็นจารย์แล้ว เฉียบบ!!!
____________________________________
เย้ๆ ใครอ่านมาจนถึงตรงนี้ได้ก็ “เก่งม๊ากกกกก” 💖
วันนี้ก็ “เก่งขึ้นอีกนิด” แล้วนะค้าาาา
พลอยเองมาเข้าแค่ Session วันเสาร์ ไม่ได้เข้าวัน Workshop วันอาทิตย์ด้วย เสียดายมากๆ แง้แง้ (พอดีวันจันทร์มีสอบค่ะ ก็เลยต้องเตรียมอ่านหนังสือ 🥺)
ปล. แอบเห็น Session ของคุณ BenNote มีเข้าครบทั้ง 2 วัน เนื้อหาครบถ้วนดีเหมือนกันเลยยย แอบป้ายยาให้ไปลองหาอ่านดูคับ
ไว้พบกันใหม่บทความหน้านะค้า บ๊ายบายยยยยยยยย 🥰
ถ้าบทความต่างๆ ของพลอยมีประโยชน์ แวะเลี้ยงกาแฟพลอยสัก 1 แก้วได้นะคะ ☕️💓
ขอบคุณที่ร่วมส่งต่อความรู้ดีๆ กันนะค้า ☺️🫶🏻


Leave a comment