พลอยเชื่อว่านาทีนี้ ไม่มีใครไม่เคยเห็น “Aura Bangkok Clinic” 🩵
ที่ตอนนี้มีมากกว่า 16 สาขาทั่วกรุงเทพ Brand อาหารเสริม สปา นอกจากนี้ยังมี AuraXpress clinic ที่เพิ่งเปิดเพิ่มมาอีก !
วันนี้มีโอกาสฟังพี่เฟม Jetbodin กับคุณบรีม Pornkamol ใน XCLUB – Executive Clubhouse Mod โดยพี่นพคนดีคนเดิม Nop Pongsatorn
ในหัวข้อ The Next Growth Playbook ไล่ฟังประสบการณ์ตั้งแต่ 0 – 10 ล้าน ไปจนถึง 100 – 1,000 ล้าน ว่ามีข้อคิดมีหลุมอะไรบ้างในระหว่างทาง ที่อยากฝากเอาไว้ให้ผู้ประกอบการแบบเราๆ ได้เก็บเอาไปใช้กันค่า
พร้อมแล้วไปกันเล้ยยยยยย ✨
____________________________________
💖 About Aura
– เปิดปี 2016
– แต่จากนั้นไม่กี่เดือน พนักงานก็ขอแจ้งลาออก แล้วก็ leave line หมดเลยตอน 1 สิงหา 2016 !
– จากนั้นก็เลยต้องรื้อทุกอย่างใหม่หมดเลย
– ตอนนั้นยังคิดอยู่ มีประกาศ “ขาย Aura สาขาแรก”
– คนที่มาดูก็บอกว่า เค้าบอก 400,000 ก็พอแล้ว !!
– พี่เฟมรู้สึกเหมือนโดนหยาม ก็เลยฮึดสู้ !!
– ก็ลงทุนไปตั้ง 3 ล้านอ่ะ !
สิ่งที่พลาดคือเดือนแรกได้600,000 แต่เดือนต่อๆ มาวันลดลง เดือนที่ 7 8 เหลือ 100,000 กว่าบาท
– เป็นหนี้เยอะมาก ทั้งค่าเครื่อง ค่ายา
– ตอนนั้นก็เลยเจ๊งไปเลย 😥
ก็เลยคิดว่า “ถ้าต่อจากนี้จะไม่หาด้วยวิธีลัดด้วยการให้คนใกล้ตัวมาซื้อ”
– เหมือนเราหลอกตัวเองว่ามันเป็นยอดขาย เพราะว่ายอดเดือนแรกๆ มันเป็นคนรู้จักหมดเลย
หลังจากนั้นมันก็เลยเป็นการทำให้พี่เฟมไปเรียนกฏหมาย การทำธุรกิจมากขึ้น
– กฏหมายนี่คือเรียนไปถึงฏีกาเลย ว่าเคสแบบไหนที่โดนเขียนฟ้องบ้าง
– ออกแบบสาขาก่อสร้างสาขา เรียนฉาบปูน เขียนแบบเอง
– จนตอนนี้ไม่สงสัยแล้วว่าทำไมฉาบปูนแพงจัง เพราะว่ามันทำยากจริง 5555
– ต่อมาสิงหา 2016 ปิดไป 1 เดือน เดือนถัดมาก็ได้ยอดมากขึ้น
– เดือนมกราคม ก็เริ่มได้ยอดเดือนละล้านแล้ว ก็เลยเปิด 2 สาขา
– ผ่านมา 9 ปี ยอด “ต่อวัน เกิน 5 – 6 ล้านบาทแล้ว”
.
.
⭐️ ทำกี่ปีแตะ 10 ล้าน ?
– ปีที่ 2 ได้ 30 ล้าน (ทำเองคนเดียวแล้ว มีสาขาที่ 2 ครึ่งปี)
– ปีที่ 3 ได้ประมาณ 55 ล้าน
– ปีที่4 2019 ได้ 100 ล้านครั้งแรก
– และติดตรงนี้มาจนถึง 2021 ยังอยู่เป็นร้อยล้านอยู่
.
.
⭐️ พา 0 → 100 กับ 100 → 1,000 อะไรยากกว่ากัน
– 0 → 100 ตอนนั้น “ไม่รู้ว่าไม่รู้อะไร”
– ตอนนั้นยอดขายต่อวันบางวัน 200 ก็มี !!
– วันนี้ว่าง วันนี้ก็เล่นเกมมือถือ ว่างแล้วก็ไม่รู้จะทำอะไรต่อ
– กลับกันวันนี้ยุ่งจนไม่รู้จะหาเวลายังไง เลยต้องหาคนเก่งๆ มาสมัคร
– ก็เลยมี Management Trainee มี 4,000 คนสมัครมา รับแค่ 4 คน
____________________________________
🤔ทำยังไงให้คนมาสมัครถึง 4,000 คนขนาดนั้น ?
– วันแรก ทุกคนคิดว่า Office Aura อยู่บนตึกแถวคลินิก 1 สาขา !
– เพราะฉะนั้นถ้าเราอยากได้ talent เยอะๆ เราจะต้องสื่อสารกับเค้า
– เลยทำ BRAND “Life at Aura” ใน IG → ไม่ใช่ HR นะ
– IG เพราะว่า “น้องๆ อยู่ใน IG” ต้องทำให้เค้ารู้ว่าเป็นยังไง ทำงานที่นี่ดียังไง
– เพราะว่าเรา treat อันนี้เหมือน Brand นึงเลย !
– KPI คือ เราต้อง Recruit + Retain Talent ได้!
– แรกๆ เอาสวัสดิการดีมากๆ เมื่อ 3 – 4 ปี สวัสดิการบู้มๆ ตอนนั้นรันได้ดีมากใน Tiktok
– คนก็เริ่มเห็นภาพมากขึ้นว่า Aura มี Back office นะ
– แต่ก็จะมีข้อเสียว่า “คนที่มาสมัครคืออยากได้สวัสดิการ แต่ไม่ใช่คนที่อยากทำงานให้เก่ง”
– แต่อย่างน้อยมันก็เพิ่ม pool ให้คนสมัครมามากขึ้น แต่ Quality ยังไม่ได้
– ก็เลยเปลี่ยนวิธี Communication ทำให้ “คนรู้สึกว่า ทำงานที่นี่คนรู้สึกยังไงบ้าง ?”
– เหมือนเวลาเราทำแบรนด์ ทำ MKT จะต้องมี Content Pillar
– สวัสดิการ เป็น pillar ที่เล็กที่สุด
– เค้าอยากได้ meaningful work
– อยากได้ Environment ที่ดี ให้เห็นว่า บรรยากาศดี เพื่อนร่วมงานเป็นไง
– Secret sauce คือ ตอนแรกอยากได้ใบสมัครเยอะๆ ยิง Ads ให้คนมาสมัคร !
– แต่เดี๋ยวนี้ “ไม่ต้องยิงแอดเลยนะ” ไอ้ 4,000
– เมื่อก่อนพี่เฟมเคยยิงแอดสมัครงาน แล้วลืมปิดแอด 5555 เงินไหลไปเป็นล้านเลย แง้
– แต่ว่าคนที่คัดผ่านมาในวันนั้น ก็ได้ช้างเผือกมาด้วยนะ !! (พี่นพบอกยังดี 555)
____________________________________
😳 คิดว่าพนักงานเดี๋ยวนี้ชอบงานหนัก หรือ งานเบา ?
– พี่นพแชร์เพิ่มยกตัวอย่างว่า ถ้าเราเป็นเมสซี่ เจ อยากไปหาสโมสรอยู่
– สโมสรแรก สบายๆ เลิก 5 โมง เสาร์อาทิตย์หยุด ชิวๆ
– สโมสรสอง ฝึกหนักมาก เสาร์อาทิตย์ไม่ได้หยุดนะ เพราะเราตั้งใจจะเอาให้ติดทีมชาติให้ได้ !
– ถ้าเป็นคน “เก่งและดี” เราก็จะอยากได้สโมสรแบบที่ 2!
– ถ้าเราคิดว่าเค้าอยากได้งานเบาๆ แสดงว่า “เราได้คนไม่เอาการเอางาน ไม่มีที่ไป”
– เมื่อก่อนพี่นพเคยได้ใบ 6,000 ใบสมัครจากโพสต์ที่บอกว่าพาไปเที่ยวญี่ปุ่น
– พี่เฟมก็พาไปเที่ยว แต่ไม่โพสต์ ฮาาาาาาาา
– การคัดคน “ต้องทำให้คนเก่งอยากอยู่กับเราให้ได้” คนเก่งต้องอยากได้เรา
– Ex. Eddu บอกว่าเนี่ย เราไม่มีวันหยุดเลยนะ เพราะว่าเราส่งเรียนคอร์สที่มาจาก Harvard มูลค่าเป็นแสนๆ เลย
____________________________________
👩🏻💻 Employer Branding เริ่มทำตอนไหน ?
– 2021 ช่วงหลัง Covid
– ช่วงแรกๆ ก็อยากให้ content ไหล ก็เอาสวัสดิการ อะไรที่ดึงดูดใจ
– แต่สุดท้ายก็ evolve มาเรื่อยๆ
– การทำ Employer branding เหมือนการลองผิดลองถูกไปเรื่อยๆ ไม่มีใครรู้หรอกว่าวันแรกจะเป็นยังไง
____________________________________
🤔 อะไรที่ขัดขวางการเติบโตมากกว่าระหว่าง ผู้บริหารไม่รู้ว่าต้องทำอะไร กับ ผู้บริหารรู้ว่าต้องทำอะไรแต่หาคนเก่งมาทำไม่ได้ ??
– คุณบรีมแชร์ว่าจาก 1→100 น่าจะเป็นเพราะผู้บริหารไม่รู้มากกว่า
– แต่การที่จะโตจาก 600 → 1,000 ไม่ได้ คือผู้บริหารอาจจะรู้บ้าง แต่ว่า Delegate งานไม่ได้
– เพราะว่าไม่มีใครที่ไว้ใจได้ พูดกับเค้าก็ไม่เข้าใจ
– อันนี้เป็นปัญหาของ SME ไทยเยอะมากๆ
– บ้านคุณบรีมยอดประมาณ 600 – 700 ล้านมาหลายปี ก็อยู่ทรงๆ
– พนักงานจะไม่เข้าใจคำถามอะไรเลย ถ้าถามว่ากินข้าวรึยัง จะตอบว่ากะเพราอร่อยมาก 555 แงงง
– ถ้าอยากได้คนเก่ง ทุกคนต้องกล้าเปลี่ยน ต้องกล้า invest → คุณบรีมก็เลยออกมาทำ Aura แทนที่จะทำที่บ้าน
____________________________________
💸 Key 100 → 1,000 คือ “การสร้าง branding ให้ต่าง”
– clinic มันเหมือนๆ กัน แถม service ถ้าไม่ได้เข้ามาลองเองก็จะไม่รู้ด้วยว่าต่างกันยังไง
1. ต้องทำให้แตกต่าง
2. ต้องทำให้เค้ารู้สึก Relate กับเค้า
– โฟกัสฐานลูกค้าว่าเค้าต้องการอะไร และทำให้มันแม่นๆ ต้องรู้ว่าคุยกับใคร
– เมื่อก่อน ก่อนคุณบรีมมา สโลแกนของ Aura คือ “ beauty for everyone”
– แต่นั่นหมายถึงว่า “ไม่ใช่ของใครเลย”
.
.
💎 สิ่งสำคัญมากๆ เวลาจะสร้างแบรนด์ใหม่ !
– จะต้องมี Slide 2 slide นี้ “ให้ชัดมากๆ” ก่อนที่จะ move ไปทำอย่างอื่น
1. แบรนด์เรากับคู่แข่ง เราอยู่ตรงไหน ?
– มันว่างไหม ? ถ้าไม่ว่าง ตรงนั้นเราต้องตอบตัวเองให้ได้ว่า “เราดีกว่าคนอื่นตรงไหน” ?
2. ลูกค้าเรา “หน้าตาแบบไหน ?”
– เค้าต้องการอะไร ? เสพสื่อแบบไหน Lifestyle เป็นแบบไหน
– พี่นพแชร์ต่อว่า แบรนด์คือ Trust !
– once ที่แบรนด์ไม่ชัด ไม่ว่าทำดีแค่ไหน “คนก็จะไม่จดจำ”
– มันไม่ใช่การออกแบบแบรนด์ให้สวย CI ให้ดี
– มูลค่าที่เพิ่มขึ้น ไม่ใช่เพราะ โลโก้ แต่เป็นเพราะว่า “ชื่นชอบบริการ”
____________________________________
🏆 ทำไมต้องแยกแบรนด์น้องๆ ออกมา ไม่ใช้ Aura ไปเลย ?
– ตอนนี้มีหลายแบรนด์ไม่ว่าจะเป็น
– SoAura → อาหารเสริม
– Aurasol → สปา
– AuraXpress → คลินิกที่เน้นสบายกระเป๋า รวดเร็ว
– ทุกแบรนด์จะมีคำว่า Aura อยู่ในชื่อ
– พี่นพถามว่า “เอ๊า แล้วทำไมไม่ทำ under Aura ไปเลย”
– พี่เฟมบอกว่า “ถ้าผมทำเอง ผมจะทำแบบนั้นครับ (มี Aura เดียวไปเลย 5555)
– แต่คุณบรีมบอกว่า “เวลาเราคิดแบรนด์ใหม่ คนที่จะเป็นลูกค้า “มันไม่เหมือนเดิม”
– ทีนี้ถ้าเอา Aura Bangkok ไปทำ “มันจะจับฉ่าย”
– คนจะมองเรา “ไม่เหมือนเดิม”
– เช่น ถ้าบางแบรนด์อยากจับคนที่เด็กลง → position มันเลยจะต้องเปลี่ยน
– Aurasol → สปา คนที่ทำคลินิกเก่ง มันไม่จำเป็นจะต้องทำสปาเก่ง !
– ในอนาคต จะมีแบรนด์เพิ่มไหม ???
– อาจจะมีเพิ่ม เพราะความสวย มันมีหลายรูปแบบมากๆ
แล้วการเปิดแบรนด์คลินิกอีกแบรนด์นึง ไม่ cannibalize ตัวเองหรอ ???
– คุณบรีมบอกว่า “ไม่เลย” เพราะว่า “ฐานลูกค้าคนละคน”
– ชอบฉีดหน้าเหมือนกัน แต่ว่าความชอบใน service + branding ไม่เหมือนกัน
– Aura Bangkok → จะชอบ Full service มีคนล้างหน้าให้
– AuraXpress → ชอบความเร็ว สะดวก ง่าย คลีนหน้าเองได้ ไม่ต้องประคบประหงม
– เค้ายอม trade ความเร็ว + ความสะดวก กับ “ราคาที่ถูกลง”
– เหมือนคนที่นั่ง Full service จนชินก็จะไม่ได้อยากมานั่ง low cost ที่ไม่มีอะไรเลย
____________________________________
⚽ จังหวะที่จะโต ต้องเปลี่ยนจากนักเตะ เป็นคนวางแผน
– ก่อน 100 เจ้าของจะต้องอยู่ทุกที่ แต่หลังจากนั้นเจ้าของต้องเปลี่ยนจากคนเตะบอลเอง เป็นคนวางแผน
– Ex. ตอนนี้เปิด AuraXpress ก็จะไม่ได้ไปนั่งสอนพนักงาน กับทีมแพทย์เอง
– แต่ว่าจะปั้นพนักงานให้เค้าเข้าไปทำงาน สร้างสาขา สร้าง operation team ยังไงให้ flow smooth ที่สุด
– เรามีหน้าที่แค่ coach + guide เค้า จับเค้าวางให้ถูก direction
– ช่วงแรกก็ต้องให้เค้าวิ่งเอง แต่ถ้าเค้าวิ่งจะไปชนหัวแตกแล้วก็อาจจะต้องไปประคองหน่อย
– Coach เองจะต้องมีจังหวะ “นั่งทับมือตัวเอง” เห็นว่า Sales ถ้าพูดแบบนี้ลูกค้าหลุดแน่ๆ
– แต่ถ้าไม่ปล่อยให้มันผิด มันก็จะไม่เก่งแน่ๆ !
– พี่เฟมเองจะไม่ค่อย micromanagement เลยเพราะว่าอยู่หน้าสาขาสอนเองมาแต่แรก
– แต่ที่เจอ 100 → 1,000 ก็คือการสร้างทีมงานตรงกลาง ให้บริหารได้แทนเราให้มากที่สุด
– เมื่อ 4 -5 ปีที่แล้ว พยายาม Recruit middle management เข้ามาทำงาน
– นั่งทับจนมือแตกเลย 55555
– เค้ามาแล้วนึกว่าจะต้องดุมาก → พนักงานออกไปเกือบครึ่งเลย
– พี่เฟมเลยรู้สึกว่ามันไม่ใช่แล้ว คนมันค่อยๆ ออกไปเรื่อยๆ
– ก็เลยต้องลุกขึ้นมารื้อใหม่ ได้ทีม middle management ใหม่ด้วย
– คราวนี้ก็ จับมือสอนเลย
– สิ่งที่เรียนรู้จากครั้งแรกก็คือ “เอาคนที่เคยคุมคนมาเลย มาเป็น Management” คิดว่าทำได้เลย
– แต่ว่าจริงๆ “เค้าทำไม่ได้”
– ตอนแรกคิดว่าจ้าง professional “สบายเลยยยย” ดีแน่นอนมีประสบการณ์ !
– สรุปคนหาย 55555
– คุณบรีมเสริมว่า “ไม่มีใครรู้จักระบบดีที่สุดเท่าเรา”
.
.
– เสียเงินมากที่สุด “ก็เพราะการจ้างคนมาแพง” (ราคา 300,000 – 500,000 บาทต่อเดือนเลยเงินเดือน)
– เสียได้เป็นสิบๆ ล้านเลย
– เพราะว่าเราเองจ้างมาแล้วก็ อ่ะ ไหนขอดูผลงานหน่อยสิ
– Under คุณบรีมก็จะเป็น home grown บางคนเป็น intern ด้วย
– ตอนแรกๆ คุณบรีมไม่ได้นั่งทับมือ คือเค้าจะต้องมา shadow เดินตามคุณบรีมทุกอย่าง
– หลังจากนั้นก็จะ “ค่อยๆ แจกโจทย์ บอกว่าอยากให้จบแบบนี้ ลองไปคิดดูว่าจะต้องทำยังไง”
– เค้าจะได้เห้นว่า “เราคิดยังไง” → คุณบรีมเลยจะต้อง Thinking out loudเพื่อให้เค้ารู้ว่า process การคิดเป็นยังไงบ้าง
– สิ่งนี้จะทำให้เกิด loop การเรียนรู้ของเค้า
– ตอนนี้ Culture นี้ก็กลายเป็น Culture ขององค์กรที่ทำให้เด็กๆ เก่งขึ้นมาได้เร็วมากขึ้น
– บางทีก็ผิดเยอะจนอยากจะบีบคอ 555555555555555555 แต่ว่าก็ช่างมันเถอะ
– พอเค้าเก่งขึ้นมาแล้ว “จะปล่อยมือได้ เพราะเค้าคิดเหมือนเรา”
– หลังจากนั้น พอกระบวนการนี้ success แล้วเราจะรู้สึกว่า “เราปล่อยมือได้”
– พี่นพเสริมว่า สำหรับ SCG ที่อยู่กันมาเป็น 100 ปี ที่ทำให้คนยังอยู่กันต่อมาได้เรื่อยๆ
– สมมุติว่ามีคนที่จะเกษียณ ก่อน 4 ปี จะต้องจ้างคนๆ นึงมาอยู่ด้วย
– ไปทุกที่ 555 ไปตีเทนนิส ไปด้วย
– คนที่โดนตาม “มีหน้าที่ Thinking out loud” ว่า ทำไมดีลนี้จะไม่ซื้อ
3 Step ในการ
1. ทำแล้วคิดให้ดัง ให้คนที่มาตามได้ยิน
2. ไม่คิด ปล่อยให้เค้าคิด แต่ว่าเราเองเป็นคนทำ
– ลองถามเค้า
3. ให้เค้าตัดสินใจเองแล้ว ปีสุดท้าย
.
.
💗 4B ในการหาคนเก่งๆ จากพี่นพเพิ่มเติม
1. Build
– ปั้นคนจากภายใน
2. Buy
– ซื้อคนเก่งๆมา
– ถ้าเราสัมภาษณ์ไม่ดี เราจะได้คนที่ “เหมือนเก่ง แต่เงินเดือนสูง” จริงๆ ไม่เก่ง
– จ้างเงินเดือนแสนห้า แต่ทำงานแสนเหี้ยงี้555
3. Borrow
– ยืมมาชั่วคราว หรือว่า outsource !
– เช่นถ้าทำร้านอาหาร อยากขยายครัวกลาง ก็ไปหาคนเก่งๆ ที่เป็นทีม consult ที่เก่งเช็คผลงานได้
4. Bridge
– คนนี้เคยเป็น PA แต่ว่าไม่มีโอกาสโตไปต่อ
– แต่เค้าเก่งเรื่องนี้มาก เลย promote เค้าว่าให้มาทำอันนี้ ถ้าทำได้ก็มาเป็นผู้บริหารด้วยกันเลย
____________________________________
🥹 Aura ปั้นคนภายในเยอะ “กลัวเค้าหายไปบ้างไหม?”
– คุณบรีมบอกว่าปัญหานี้เหมือน ไก่ กับ ไข่เลย
– แต่ถ้าเราไม่ปั้นเค้า เราก็จะอยู่ที่เดิม 555555555555
– พี่นพเสริมว่า ถ้าไม่ปั้นคนเก่งคนดี แล้วเต็มไปด้วยองค์กรจะเป็นยังไง 555
– เรามีหน้าที่ต้องรักษาเค้าไปด้วย (ไม่ใช่
– พี่เฟมบอกว่าเค้าต้องเก่งจนเปิดธุรกิจเองได้
– คนที่เก่งๆ top (อายุแค่ 20กว่า) หลายคนก็จะมีหุ้น มูลค่ามากกว่าไปเปิดธุรกิจของตัวเอง มูลค่าหลายสิบล้านเลย
– โอกาสที่เค้าออกไปเปิดธุรกิจเองได้ยอดเป็น 1,000 ล้านมีโอกาสเท่าไหร่ ?
– แต่ว่าถ้าอยู่กับเรา เรา mentor ให้มีโอกาสสำเร็จกว่า สอนหมดเปลือกเลย จ่ายเต็มที่ด้วย
– สัญญาเองก็ “long term” 5 – 10 ปี
– Retention rate เกิน 90% อยู่ที่ Aura
– พี่นพบอกว่า เราแยกออกไหมว่า คนที่ยังอยู่อยู่เพราะ “ไม่มีที่ไปรึเปล่า ??”
– พี่นพแชร์ต่อว่า เคยถามที่ SCG ว่าพัฒนาคนให้เก่งยังไง แล้วให้เค้ายังอยู่
– ที่ปูน ถ้าพัฒนามาจนเต็มหลอด แล้วพนักงานก็โตจนจะทะลุปูนแล้วเค้าจะ “โยกคนนี้ไปอยู่โปรเจคอื่นที่ดูเหมือนจะเจ๊งแน่ๆ 555” operate มาแล้วไม่กำไรสักที
– ถ้าทำได้ กลับมาจะให้ตำแหน่งบริหารใน SCG ใหญ่
– ตอนนั้นโปรเจคที่พี่คนที่แชร์ให้พี่นพฟังคือ โดนย้ายไปแบรนด์กระเบื้องแห่งหนึ่ง จนสร้างได้มาเป็นแบรนด์ COTTO !!
– พอกลับมาก็เลยได้เป็นผู้บริหารปูนใหญ่เลย
– พี่เฟมเสริมว่า “เรื่องเงินสำคัญ แต่ที่สำคัญกว่าคือเค้ายังสนุกไหม”
– จะมีจุดนึงที่เค้ารวยจนไม่ต้องทำงานแล้วก็ได้ แต่ว่าเค้ายังต้องอยากทำอยู่
– ต้องเสพติดความ success → สิ่งนี้เป็นสิ่งที่เค้ามองหาใน leader คนต่อไป
____________________________________
🤔ทำยังไงให้ talent ที่บริษัทใหญ่ๆ ยอมมาสมัครที่ Aura ?
– คุณบรีมแชร์ว่า ตอนนี้มันเปลี่ยนไป
– office เป็นเด็ก Gen Z !!
– เด็ก topๆ ไม่ได้อยากทำงานที่ใหญ่ขนาดนั้นแล้ว เพราะว่า hierarchy มันเยอะ!
– เค้าไม่มีทางได้มาคุยกับ CEO ตรงๆ เหมือน Aura
– กว่าที่จะไต่ ladder ขึ้นไปได้มันน่าจะต้องนานมาก
– ได้เรียนกับ CEO มันต่างกับเรียนกับหัวหน้ามากๆ !
– Marketing ของ Aura มี 100คน ! ซึ่งคุณบรีมสัมภาษณ์เองเหมดเลย
– คุณบรีมจำได้หมดเลย ว่าแต่ละคนอยากได้อะไรในแต่ละปี
– ดังนั้นนอกจากการทำ branding ที่คุณบรีม enjoy คุณบรีม “ต้องดูเรื่องคน”
– การคุยกับคน เป็นเรื่องที่คุณบรีมโฟกัสมากๆ
– เป็นการ “ติดกระดุมเม็ดแรกถูก” เพราะว่าถ้าเลือกคนผิดมันเสียเวลามาก
– ถ้ามันยังไม่ใช่ เอาเข้ามาก็เสียเวลา ก็แค่เปิดรอบใหม่
👩🏻💻 หน้าที่ของ CEO
1. Set Vision long term ของบริษัท
– พี่เฟมตั้ง 10 ปี 20 ปี เอาไว้ด้วย
– long term ต้องคอยดูว่าแต่ละแบรนด์ยังไปหมื่นล้านได้อยู่ไหม ?
2. P&L เป็นยังไง ?
– ไม่ใช่แค่ยอดขายโต แต่ว่ากำไร 0 !
– CEO จะต้องเป็น Finance อย่างน้อยต้องได้ CFA 1 !!!
3. ต้องดึงดูด + Retain คนเก่งให้ได้
– เพราะวิ่งไปคนเดียวไปถึง 1,000 ถึง 10,000 ไม่ได้
– อันนี้สำคัญมากๆ
– พี่เฟมเน้นดูจากฝั่ง US เพราะที่นั่นให้เงินถึงใจมากๆ
– CEO ฟากโน้นไม่ใช่ founder สักคนแล้วแต่ว่า net worth เป็นหมื่นล้านไปหมดแล้ว
– Ex. Tim cook ทำให้ apple market cap เยอะขึ้นมากกกกกกก แล้วทำให้ได้เงินเดือนเยอะมากๆ จนได้ 2.5 billion us จากเงินเดือนนะ !!!
– ดังนั้นการ align incentive ที่ดีที่สุดให้พนักงาน “ก็คือหุ้น” มัน sustain มากกว่า
____________________________________
📊 แต่ละ Stageของธุรกิจให้ความสำคัญกับอะไรบ้าง
– 0 – 100 ล้าน → Focus ความอยู่รอด
– ยังไม่ต้องคิดระบบเยอะ !
– เอาแค่ให้มียอด เอาให้มีกำไรก็พอแล้ว !
– 100 – 1,000 ล้าน → Focus คนและระบบ
– พี่เฟมเสริมว่าเป็น 0 – 300 ล้าน แล้วกัน
– 300 ล้านตรงนี้จะเริ่มมีเงินมาจ้างคนเงินเดือนเยอะๆ เพิ่มแล้ว
– และถ้า 1,000 ++ ก็จะจ้างพวกเงินเดินสูงๆ ได้แล้ว
– ตรงเลข 300 ล้านเนี่ย “เป็นแยกวัดใจ”
– ตอน 100 ล้าน กับ 600 ล้าน “กำไรเท่าเดิม” !!!!!!!!!!!!!!!
– ตอน 600 ล้าน ที่กำไรเท่าเดิม ก็ doubt นะว่ามาถูกทางไหม (เพราะว่าไม่รู้ว่า % กำไรจะกลับมาเท่าวันนี้ได้ยังไง ???)
– กำไรที่หายไป “ไปกับส่วนกลางที่คิดว่าเป็น Structure ของบริษัทพันล้าน” ถ้ามันไปไม่ถึง ก็ขาดทุน !!!
– ถ้าคิดว่าจะทะลุ “ก็ไป” แต่ถ้าคิดว่าไปไม่ถึง “ก็อย่าไป”
– แยกวัดใจตรงนี้ก็มีทั้ง
– ไม่เคยคิดเลยว่าจะต้องจ่าย ค่าเช่าเดือนละ 2 ล้าน ?
– จ่ายค่าSAP 50 ล้าน ??!
– พี่นพเสริมว่า มีเพื่อนหลายคนที่ book บัญชีไม่ตรงหรือไม่กล้าจ้างคนที่เก่งเงินเดือนแพงๆ มาตั้งนาน
– ตอนนี้เหนื่อยน้อยกว่าตอนยอด 100 – 200 ล้านมากๆ
– งานหลักตอนนี้คือ coaching mentor เป็นหลัก
____________________________________
📊 บริษัทในแต่ละ Stage
1. เจ้าของต้องเก่งกว่าทุกคนทุกอย่างทุกเรื่อง !
– เราต้องสอนพนักงานเองทุกคนให้ได้
– ต้องเก่ง Finance ด้วย ! ถ้าไม่รู้ต้องโดนหลอก ต้องไปเรียน !!
2. การสร้าง manager
– คนที่โตขึ้นมาเอง จะรู้หมดว่าจะต้องสอนคนด้านล่างเค้ายังไง
– เคยจ้างคนจากข้างนอกมา แล้วเค้าใช้เงินแบบกะไม่ถูก ไม่รู้ว่าจะต้องทำยังไง ?
3. ค่อยรับ C-Level ตอนท้ายเลย
– อย่าเพิ่งรีบรับ ไม่อย่างงั้นมันก็จะกลวงมากๆ
– ก่อนจะจ้าง CFO มาก็จะต้องรู้เรื่อง finance ไม่แพ้เค้า !
🥹 เจ้าของธุรกิจส่วนใหญ่จะคิดแค่ว่า “จะต้องจ้างคนเก่งเข้ามา”
– แต่เราเองก็ ไม่รู้เหมือนกันว่าเก่งคือยังไง คิดแค่ว่า จ่ายเงินแพงๆ ไป ก็จะพาเราไปร้อยล้าน พันล้านได้แล้ว
– เพื่อนพี่นพเคยแชร์ว่า “เงินเดือนเหมือนราคา”
– ถ้าซื้อน้ำเปล่า 1,000 บาท ต้องได้น้ำเต็มขวดนะ ถ้าเราได้ครึ่งขวด แสดงว่าโดนโกง
– แต่เงินเดือนจ่ายเป็น 100,000 ไม่รู้เลยนะว่า “ทำได้จริงๆ ตามนั้นเค้ารึเปล่า ????”
– พี่เฟม กับคุณบรีมแชร์ว่า ถ้าเห็นว่า “ย้ายงานทุกๆ 6 เดือน” ให้ถือว่าเป็น Red Flag เลย
– อาจจะเป็นเพราะลาออกเพราะไม่ perform ไหม ??
– แถมย้ายมาหลายๆ ที่ ความสามารถอาจจะยังอยู่เท่าเดิม แต่เงินเดือนโดนอัพขึ้นไปแล้ว
____________________________________
🤔 เวลาขยายสาขาเยอะๆ คุมคุณภาพบริการ และหมอยังไง ? ให้แต่ละสาขาฉีดเหมือนกัน ?
– พี่เฟมแชร์ก่อนว่างานที่ออฟฟิศกลางไม่มีอะไรเป็นแบบแผน “ถ้าเราทำยากอยู่แสดงว่าเราทำถูกต้องและ 5555”
– แต่ว่าถ้าเป็นงานที่หน้าสาขา ทุกอย่างต้องเป๊ะมาก
– ส่วนคุณหมอ “ต้องมี team training” ต้องเคยฉีดให้ดู ต้องฉีดเก่งฉีดเป็นอยู่แล้ว
– ฉีดเก่งกว่าพี่เฟม เพราะว่าพี่เฟมไม่ได้ฉีดมาเป็น 10 ปีแล้ว 5555
– ฉีดแล้วต้องสวยด้วย !!
– เรื่องการคัดหมอ บางทีหมอฉีดสวย แต่พูดจาไม่ดีก็ไม่รับมานะ
– คุณบรีมเสริมว่า เราเลิกเวย์ที่ยากมากกว่า
– traditional way ก็คือหมอเจ้าของทำดี ถ้าหมอไม่ฉีดเองยอดก็จะตก
– แต่ Aura เลือกที่จะ “ไม่ขายหมอ ตั้งแต่แรก”
– ที่นี่ทำเป็น Brand ไม่เห็นหมอใน social media เลย !!!
– พยายาม share ว่าเราเป็น Standardize ฉีดปากทรงนี้ได้ เพราะมี center ฝึก
– และพยายามสื่อสารสิ่งเหล่านี้ออกไป
– ฝั่ง HR Doctor ก็เหมือนกัน
– หมอชอบคิดว่า “กำไรเปิดคลินิก เค้าจะเยอะกว่าอยู่คลินิกเอง”
– แต่หมอที่ Aura ได้เงินเยอะกว่าที่อื่น “มากกว่า 3 เท่า”
– เค้าก็เลยเลือกที่จะอยู่มากกว่า
.
.
🙅🏻♀️ไม่อดทนกับ Toxic environment
– พี่เฟมบอกว่าให้ความสำคัญกับ Culture มาก !!!
– ถ้าเค้า toxic ก็จะให้เค้าออกเลย !
____________________________________
💰 ในวันที่อยากขยายสาขา ควรใช้กำไรที่มาจากบริษัท หรือกู้ยืมดี ?
– ตอนนี้ยอด Aura 1,000 กว่าล้าน “แต่ว่ากู้ยากมาก”
– นี่ขนาดปิดงบชุดใหญ่ ใช้ EY ปิด
– เพราะว่า “ไม่มีทรัพย์สิน” ให้ธนาคารไปกู้
– ตอนนี้กู้ได้หลัก 10 เลย !!!
– Aura ได้กำไรมา 9 ปีก็คือเอาเงินกลับไป Reinvest หมดเลย !!! เพื่อให้โต
– พี่เฟมก็จะรับในส่วนที่เป็นเงินเดือนเท่านั้น !
– ซื้อคอนโดก็ผ่อนหมดเลย รถก็ผ่อน
– เงินก้อนใหญ่ไม่เคยใช้เลย
– เพื่อนพี่เฟมหลายๆคน ยอด 100 ล้าน patek มาและ
– มีแต่นาฬิกาภรรยาซื้อให้ 55555
พี่นพเสริมว่า
1. ตอนนี้เราเป็นยังไง และเราอยากจะไปไกลแค่ไหน ??
2. คำนวน Working Capital ให้หน่อย ! → คำนวน cash cycle ต่างๆ ให้ได้คำตอบ
– คุณบรีมเสริมว่า “จะต้องทำเอง”
– พี่เฟมบอก “ต้องเรียน finance !!!!!!” → CFA 1 !!!!!! (พี่นพพูดว่า เลยหรอพี่ 55)
– ขยายช่วงแรกมันใช้เงินไม่เยอะ แต่หลังๆ มันมีเรื่องเวลาที่เราไม่พอ คุยไม่ไหวแล้ว
– เคยไม่ไปเลี้ยงข้าวพนักงานอยู่เดือนนึง พนักงานร้องไห้ลาออก แง 5555
___________________________________
ใครอ่านมาจนถึงตรงนี้ก็ “เก่งม๊ากกกกก” 👏🏻🫶🏻 อีกเหมือนเคยนะคะ : )
เอาจริงๆ หลายๆ คนรู้ (และหลายๆ คนอาจจะไม่รู้) ว่าพลอยเคยทำคลินิกเสริมความงามเหมือนกันค่า (ทำอยู่เกือบ 4 ปีได้ค่า)
เราเห็น Aura มาตลอดและเห็นว่าเค้ามีอะไรใหม่ๆ การตลาดกับ Branding นี่เค้าทำดีจริงๆ ต้องยอมรับเลย วันนี้เลยโชคดีมากๆ ที่ได้มาฟัง
ไว้พบกันใหม่บทความหน้านะค้า : ) สวัสดีค่ะ 🫶🏻
#พลอยเองที่เป็นเภสัชไง #PloyLearnAndShare #Xclub #ExecutiveClubhouse


Leave a comment